sun1   sun2

ทานตะวัน

ที่มาของข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก http://frynn.com/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99/

 

สวัสดีคร้าบ เพจนี้ เข้าสู่ทิศทาง ทานตะวัน มิน่าละ ถึงไ้ด้ชื่อว่าทานตะวัน ชอบหันดอกสู้แดดนี่เอง ว่าแต่ทำไมต้องมาพูดถึงทานตะวันทั้ง ๆ ที่เว็ปอื่นเขาพูดไว้หมดแล้ว.. อ๋อ เหตุที่พูดนี่ ก็เพราะจะหาประโยชน์จากทานตะวันไง คือนำทานตะวันมาสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง รวมทั้งสุขภาพของกระเป๋ากะตังค์ด้วย.. อย่าเสียเวลาเลย เข้าเรื่อง

ผมจะไม่พูดถึงว่า ทานตะวันคืออะไร มาจากไหน แหล่งกำหนดอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้.. เอาเป็นว่าจะพูดแค่ ทานตะวันมีดีอะไร แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรจากทานตะวัน...เอาแค่นี้ก็พอน้อ

ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ ละ ต่อไปเป็นขบวนการ Copy & Past from http://frynn.com/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99

 

sun3sun4sun5

หมายเหตุ ข้อมูลในเพจนี้ เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจและศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่หรือไม่สามารถนำไปแทนคำวินิจฉัยของทางการแพทย์ได้

สรรพคุณของทานตะวัน

  1. น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน มีรสร้อน สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดได้ (น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2],[4]
  2. ใบทานตะวันมีรสเฝื่อน สรรพคุณเป็นยาแก้เบาหวาน (ใบ)[2],[4]
  3. เมล็ดมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต (เมล็ด)[3] หรือจะใช้แกนหรือไส้ของลำต้นทานตะวัน นำมาต้มกับน้ำดื่ม (แกนต้น)[2] หรือจะใช้ใบทานตะวันสด 60 กรัม (ถ้าใบแห้งใช้ 30 กรัม) และโถวงู่ฉิกสด 60 กรัม (ถ้าแห้งใช้ 30 กรัม) นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม (ใบ)[4] ส่วนอีกวิธีเป็นการทดลองกับผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 10 คน ด้วยการใช้ฐานรองดอกแห้ง ประมาณ 45 กรัม นำมาบดให้ละเอียด แล้วทำเป็นยาน้ำเชื่อม 100 มิลลิลิตร นำมาให้ผู้ป่วยกินครั้งละ 20 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง พบว่าหลังจากการศึกษาแล้ว 60 วัน ความดันโลหิตของผู้ป่วยลดลง โดยมีอาการดีขึ้น 4 คน และมีอาการดีขึ้นเล็กน้อย 4 คน ส่วนอีก 2 คน ไม่มีอาการดีขึ้นเลย (ฐานรองดอก)[4]
  4. ช่วยทำให้อวัยวะภายในร่างกายชุ่มชื้น (เมล็ด)[3]
  5. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ตาลาย ด้วยการใช้ฐานรองดอกแห้งประมาณ 25-30 กรัม นำมาตุ๋นกับไข่ 1 ฟอง ใช้รับประทานหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ดอก,ฐานรองดอก,ดอกและฝัก)[2],[3],[4]
  6. เปลือกเมล็ดมีรสเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยแก้อาการหูอื้อ ด้วยการใช้เปลือกเมล็ดทานตะวันประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (เปลือกเมล็ด)[2],[4]
  7. ช่วยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้ดอกแห้ง 25 กรัม นำมาสูบเหมือนยาสูบ หรือจะใช้ฐานรองดอก 1 อัน และรากเกากี้ นำมาตุ๋นกับไข่รับประทาน (ดอก,ฐานรองดอก,ดอกและฝัก)[2],[3],[4]
  8. รากและลำต้นมีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (รากและลำต้น)[3]
  9. ใช้เป็นยาแก้หวัด แก้อาการไอ แก้ไข้หวัด หากใช้แก้อาการไอให้ใช้เมล็ดนำมาคั่วให้เหลือง แล้วนำมาชงกับน้ำรับประทาน (เมล็ด,น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2],[4] ส่วนรากและลำต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอเช่นกัน (รากและลำต้น)[3]
  10. ช่วยแก้อาการร้อนใน (รากและลำต้น)[3]
  11. แกนหรือไส้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการไอกรนได้ หรือจะใช้แกนกลางของลำต้นนำมาโขลกให้ละเอียด ผสมกับน้ำตาลทรายขาว แล้วนำมาชงด้วยน้ำร้อนรับประทาน (แกนต้น)[2],[4]
  12. ใบ รากและลำต้นมีสรรพคุณช่วยแก้หอบหืด (รากและลำต้น,ใบ)[2],[3],[4]
  13. ดอกมีเฝื่อน มีสรรพคุณเป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ดอก)[2],[4]
  14. เมล็ด น้ำมันจากเมล็ด รากและลำต้น มีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ขจัดเสมหะ (รากและลำต้น,เมล็ด,น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2],[3],[4]
  15. ช่วยรักษาเต้านมอักเสบ ด้วยการใช้ฐานรองดอกแห้ง นำมาหั่นเป็นฝอย แล้วนำไปคั่วให้เกรียม บดให้ละเอียด นำมาชงกับน้ำอุ่นหรือเหล้ารับประทานครั้งละ 10-15 กรัม วันละ 3 ครั้ง ซึ่งจากการใช้รักษาในผู้ป่วยจำนวน 122 คน พบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น (ฐานของดอก)[3],[4]
  16. ช่วยรักษาฝีเต้านม (แกนต้น)[2]
  17. ดอกมีสรรพคุณช่วยขับลม (ดอก)[2],[4]
  18. รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาการปวดท้องแน่นหน้าอก (ราก)[1],[4]
  19. รากและลำต้น ฐานรองดอก ดอกและฝักใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้อง (รากและลำต้น,ฐานรองดอก,ดอกและฝัก)[2],[3]
  20. ช่วยแก้อาการปวดกระเพาะ (แกนต้น,ดอกและฝัก)[2],[3]
  21. ฐานรองดอกมีรสเฝื่อน มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคกระเพาะอาหาร แก้อาการปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอักเสบ ด้วยการใช้ฐานรองดอก 1 อัน (หรือประมาณ 30-60 กรัม) และกระเพาะหมู 1 อัน แล้วใส่น้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน (ฐานรองดอก)[2],[4]
  22. ช่วยแก้โรคบิด (เมล็ด,น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2],[4] ช่วยแก้บิดถ่ายเป็นเลือด (ดอกและฝัก)[3]
  23. แกนหรือไส้ลำต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร (แกนต้น)[2]
  24. ช่วยแก้อาการท้องผูกสำหรับผู้สูงอายุ (ดอกและฝัก)[3]
  25. รากใช้เป็นยาแก้ระบาย (ราก)[4]
  26. รากใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้รากสด 30 กรัม เติมน้ำตาลทราบแดงเล็กน้อย นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ราก)[1],[4]
  27. ราก แกนหรือไส้ลำต้น และน้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (แกนต้น,ราก,น้ำมันจากเมล็ด)[1],[4]
  28. แกนหรือไส้ของลำต้น มีรสจืดเฝื่อน นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับนิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ช่วยขับปัสสาวะได้ดี แก้ปัสสาวะขุ่นขาว แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ด้วยการใช้แกนกลางของลำต้นยาวประมาณ 60 เซนติเมตร หรือประมาณ 15 กรัม และรากต้นจุ้ยขึ่งฉาวราว 60 กรัม นำมาต้มคั้นเอาแต่น้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำผึ้งรับประทาน (แกนต้น)[2],[4] ส่วนรากและลำต้นมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะปวดแสบปวดร้อน แก้นิ่วในทางเดินปัสสาวะ (รากและลำต้น)[3]
  29. ช่วยขับหนองใน (เมล็ด,น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2],[4]
  30. ช่วยแก้มุตกิดตกขาวของสตรี (รากและลำต้น)[3]
  31. ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนของสตรี (ฐานรองดอก,ดอกและฝัก)[2],[3],[4] ใช้แก้อาการปวดท้องน้อยก่อนหรือระยะที่รอบเดือนมา ให้ใช้ฐานรองดอก 1 อัน กระเพาะหมู 1 อัน ใส่น้ำตาลทรายแดง 30 กรัม แล้วต้มกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน (ฐานรองดอก)[4]
  32. ช่วยบีบมดลูก (ดอก)[4]
  33. ช่วยแก้เนื้องอกเยื่อบุผิวถุงน้ำคร่ำ (แกนต้น)[2]
  34. ช่วยแก้อาการมูกโลหิต ด้วยการใช้เมล็ด 30 กรัม ใส่น้ำตาลเล็กน้อย นำมาต้มกับน้ำประมาณ 60 นาที แล้วนำมาใช้ดื่ม (เมล็ด)[4]
  35. เมล็ดใช้เป็นยาบำรุงตับและไต (เมล็ด)[3]
  36. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ (รากและลำต้น)[3]
  37. ใบใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ใบ)[3]
  38. หากแผลที่มีเลือดไหล ให้ใช้แกนกลางของลำต้นนำมาโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาใช้พอกบริเวณแผล (แกนต้น)[4]
  39. ใช้ทั้งต้นนำมาสกัดทำเป็นขี้ผึ้ง ใช้เป็นยารักษาแผลสดและแผลฟกช้ำ (ทั้งต้น)[3] ส่วนรากมีสรรพคุณช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก)[1],[4]
  40. ช่วยแก้อีสุกอีใส (ดอกและฝัก)[3]
  41. ช่วยแก้ฝีฝักบัว (น้ำมันจากเมล็ด)[1],[4] แก้อาการปวดบวมฝี (ฐานรองดอก)[4]
  42. น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ (น้ำมันจากเมล็ด)[1],[4]
  43. ใช้แก้ไขข้อกระดูกอักเสบ และฝี ด้วยการใช้ดอกทานตะวันสด[3] บ้างระบุว่าใช้ฐานรองดอก[4] ในปริมาณพอดี นำมาต้มเคี่ยวให้ข้นคล้ายกับขี้ผึ้งเหลว แล้วนำมาใช้พอกและทาบริเวณที่เป็น จากการรักษาในผู้ป่วยจำนวน 30 คน พบว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ (ดอก)[3],[4]
  44. ดอกมีสรรพคุณช่วยทำให้หน้าตาสดใส ช่วยรักษาใบหน้าตึงบวม (ดอก)[4]

 

หมายเหตุ : การใช้ตาม [3] ถ้าเป็นฝักดอกแห้งให้ใช้ครั้งละ 35-100 กรัม แต่ถ้าเป็นรากแห้ง ให้ใช้ครั้งละ 15-40 กรัม ส่วนกิ่งและก้านให้ใช้ครั้งละ 15-35 กรัม[3]

 

 sun6

ประโยชน์ของทานตะวัน

 

  1. เมล็ดทานตะวัน นำมาคั่วให้แห้งใช้รับประทานเป็นอาหารว่างได้[2] หรือจะนำมาอบหรือใช้ปรุงแต่งขนมหวาน เป็นคุกกี้ทานตะวัน ทานตะวันแผ่น หรือใช้ทำเป็นแป้งประกอบอาหารก็ได้[8],[13] อีกทั้งเมล็ดยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ใช้แทนเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี และเมื่อนำมาบดจะได้แป้งสีขาว มีไขมันสูงและมีโปรตีนมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณแป้ง นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กสูงไม่แพ้ธาตุเหล็กที่ได้จากไข่แดงหรือตับของสัตว์อีกด้วย จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ (การเลือดเมล็ดทานตะวัน ต้องเลือกที่ยังใหม่ๆ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน โดยสังเกตได้จากเปลือกหุ้มเมล็ดจะต้องมีสีเทา ไม่เป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล)[10] ว่ากันว่าหากใช้เมล็ดทานตะวันในการเลี้ยงไก่ จะช่วยทำให้แม่ไก่ออกไข่มาก[12]
  2. เมล็ดทานตะวันมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยประกอบไปด้วยโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส อีกทั้งยังวิตามินเอ วิตามินบี2 วิตามินอี และวิตามินเค โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินอีจะมีมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ (มากกว่าเมล็ดถั่วเหลืองและเมล็ดข้าวโพดกว่า 3 เท่า) โดยประโยชน์ของวิตามินอีนั้นจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาผิวพรรณให้แลดูสดใส เยาว์วัย ช่วยทำให้ระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด ช่วยป้องกันหัวใจวาย ช่วยบำรุงสายตา และยังอาจช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกด้วยก็เป็นได้ (พ.ญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต)[9] นอกจากนี้เมล็ดทานตะวันยังช่วยป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น และช่วยป้องกันและต่อต้านสารเคมีที่เป็นพิษที่จะก่อให้เกิดมะเร็งในปาก[14]
  3. เมล็ดทานตะวันสามารถนำมาเพาะเป็นทานตะวันอ่อน (ต้นอ่อนทานตะวัน) หรือทานตะวันงอก (เมล็ดทานตะวันงอก) มีรสหวานกรอบ โดยสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ยำต้นอ่อนทานตะวัน สลัดต้นอ่อนทานตะวัน ผัดน้ำมันหอย แกงจืด แกงส้ม ใช้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอก หรือทำเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็ยังได้ ฯลฯ หรือจะนำมาปั่นเป็นน้ำผักดื่ม ก็จะได้น้ำผักที่มีสีเขียวเข้มและมีกลิ่นหอม (แต่ควรดื่มตอนท่องว่าง ก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ประโยชน์มาก) โดยเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและยังมีประโยชน์ที่ไม่ธรรมดา โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่า ต้นอ่อนของเมล็ดทานตะวันมีโปรตีนมากกว่าถั่วเหลือง มีวิตามินเอ และวิตามินอีสูง จึงช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยในการชะลอวัย มีวิตามินบี1 วิตามินบี6 โอเมก้า3 โอเมก้า6 โอเมก้า9 ที่ช่วยบำรุงเซลล์สมองและช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ และยังมีธาตุเหล็กสูง และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย[11]
  4. น้ำมันทานตะวัน หรือ น้ำมันจากเมล็ดทานตะวันน้ำมันดอกทานตะวัน สามารถนำมาใช้ปรุงอาหารได้ เช่น การนำมาผัด หรือนำมาปรุงน้ำสลัด มีบางส่วนที่นำมาใช้บริโภคเป็นน้ำมันและเครื่องสำอาง[2]
  5. น้ำมันจากเมล็ดทานตะวันเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง โดยมีน้ำมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าร้อยละ 90 ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ (ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็ง) และยังประกอบไปด้วยวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเคอีกด้วย เมื่อเก็บไว้เป็นเวลานานก็ไม่เกิดกลิ่นหืน อีกทั้งยังทำให้สีกลิ่นและรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากจะนำมาใช้เป็นน้ำมันพืชแล้ว ยังนิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทำเนยเทียม น้ำมันสลัด ครีม นมที่มีไขมัน และอาหารอีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสี ฟอกสี ทำสบู่ น้ำมันชักเงา น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ทำฟิล์ม ใช้ในการฟอกหนัง เคลือบผิวผลไม้ในลักษณะขี้ผึ้ง เช่น การทำเทียนไข หรือเครื่องสำอาง[5],[8],[7],[10],[13],[14]บ้างใช้เป็นน้ำมันนวด หรือใช้เป็นส่วนผสมของครีมนวดผม หรือผสมในโลชั่นบำรุงผิว (เนื่องจากมีวิตามินอีสูง)
  6. กากจากเมล็ดทานตะวันหลังการสกัดเอาน้ำมัน จะมีโปรตีนอยู่ประมาณ 30-40% สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงได้ และยังใช้เป็นแหล่งแคลเซียมสำหรับปศุสัตว์ได้เป็นอย่างดี แต่จะมีปริมาณของกรดอะมิโนอยู่เพียงเล็กน้อย และขาดไลซีน จึงต้องนำมาใช้อย่างรอบคอบ เมื่อจะนำไปผสมเป็นอาหารสัตว์ที่มิใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง[5],[10]นำมาใช้ทำ Lecithin เพื่อใช้ในทางการแพทย์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลในคนไข้ที่มีคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด[14]
  7. รากของต้นทานตะวัน สามารถนำมาใช้ทำเป็นแป้งเค้ก สปาเก็ตตี้ได้ อีกทั้งรากยังมีวิตามินบี1 และแร่ธาตุอีกหลายชนิด อีกทั้งแพทย์ยังแนะนำให้ใช้รากของต้นทานตะวันประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอีกด้วย[10]
  8. คนจีนจะนิยมใช้ใบทานตะวันแห้งมามวนเป็นแท่งขนาดใหญ่ แล้วนำมาจุดเพื่อรมให้จุดฝังเข็มร้อนขึ้น ซึ่งเป็นการรักษาแบบฝังเข็มแบบประยุกต์ โดยมีการใช้มานานเกือบพันปีแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้โกฐจุฬาลัมพามามวนเป็นยารมมากกว่า[12]
  9. กลีบดอกสามารถนำมาต้มแล้วใช้ย้อมสีผ้าได้ โดยจะให้สีเหลือง[12]
  10. คนจีนจะใช้เส้นใยที่ได้จากก้านมาทอเพื่อใช้ทำเป็นผ้าเนื้อหยาบ[12]
  11. เปลือกของลำต้นทานตะวัน มีลักษณะคล้ายเยื่อไม้ จึงนำมาใช้ทำกระดาษสีขาวที่มีคุณภาพดีได้[10]
  12. ลำต้นหรือจานดอกเมื่อนำไปเผาให้เป็นขี้เถ้าแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมการหลอมเหล็กได้[13]
  13. ลำต้นยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงได้ อีกทั้งเมื่อทำการไถกลบก็จะกลายเป็นปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินได้เป็นอย่างดี[10],[13] หรือจะนำทุกส่วนของต้นทานตะวันที่แห้งแล้ว นำไปเผาก็จะกลายเป็นปุ๋ยโพแทสเซียมที่ใช้ในการเกษตรได้[12]
  14. ทานตะวันเป็นพืชที่มีบทบาทมากในการช่วยฟื้นฟูดิน เพราะต้นทานตะวันสามารถสะสมสารตะกั่วได้ 0.86 mg./kg. เมื่อเลี้ยงแบบไฮโดรโพนิกส์ และยังช่วยส่งเสริมการย่อยสลายคาร์โบฟูรานได้ 46.71 mg./kg.[7]
  15. เนื่องจากดอกทานตะวันจะไม่ผสมเกสรในต้นเดียวกัน จึงต้องอาศัยผึ้งหรือแมลงบางชนิดนำละอองเกสรจากดอกอื่นมาช่วยในการผสมพันธุ์ จึงจะได้เมล็ดที่สมบูรณ์ เลยทำให้เกิดอาชีพเลี้ยงผึ้งควบคู่ไปกับการปลูกต้นทานตะวันไปด้วยในหลายท้องที่[5]
  16. ทานตะวันเป็นพรรณไม้ที่นิยมนำมาปลูกเป็นประดับ ส่วนดอกนำมาใช้จัดในงานพิธีต่างๆ เช่น งานแต่ง หรือนำมาใช้จัดเป็นแจกันดอกไม้เพื่อความสวยงาม และยังนิยมนำไปใช้ในการเยี่ยมคนป่วย เพราะทำให้รู้สึกใส[4]

 

ทานตะวันงอก   sunflower1